TRIUMPH ROCKET 3 TFC ปี 19 มอไซด์ของพรีเมี่ยม 750 คันทั่วโลก

TRIUMPH ROCKET 3 TFC ปี 19 มอไซด์ของพรีเมี่ยม 750 คันทั่วโลก

เครื่องยนต์
TRIUMPH ROCKET 3 TFC ปี 19 มอไซด์ของพรีเมี่ยม 750 คันทั่วโลก             Triumpt THC รุ่น 2 ที่มีแผนเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ นับเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงทางด้านวิศวกรรมในไสตล์อังกฤษขนานแท้ นั่นคือ New 2019 Rocket 3 TFC ที่ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นที่สุดของรถจักรยานยนต์ เรียกได้ว่าถูกผลิตขึ้นมาเป็นของพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง เนื่องจากแต่ละรุ่นมีเพียง 750 คันทั่วโลกเท่านั้น โดยรถแต่ละคันก็มีการตอกหมายเลข รวมถึงป้ายสักญลักษณ์เฉพาะกำกับเอาไว้ ที่สำคัญยังมีชุดอุปกรณ์ Rocket 3 TFC สุดพิเศษมอบให้ด้วยเช่นกัน มอไซด์ของพรีเมี่ยมคันนี้ มาพร้อมขุมกำลังมหาศาลและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่สุดในโลก ทางด้านสมรรถนะมอไซด์ที่ถูกผลิตขึ้นเป็นของพรีเมี่ยมคันนี้ ก็มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 2,500 ซีซี ที่ถูกออกแบบมาใหม่ ให้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถูกสรรสร้างขึ้นบนสายการผลิตรถมอเตอร์ไซด์คุณภาพ ที่สำคัญยังมีแรงบิดสูงถึง 221 นิวตันเมตร นับว่ามีแรงบิดสูงที่สุดในบรรดาการผลิตมอไซทั้งหมด นอกจากนี้ Rocket 3 TFC ยังเป็นรถมอเตอร์ไซด์ของไทรอัมพ์ที่ทรงพลังมากที่สุดด้วยเช่นกัน โดยมาพร้อมกำลังสูงสุดกว่า 170 แรงม้า ออฟชั่นที่หลากหลาย ถูกยัดลงไปในมอเตอร์ของพรีเมี่ยมคันนี้ ส่วนในเรื่องลักษณะรูปร่างมอไซด์ของพรีเมี่ยมคันนี้ ก็ยังมีขนาดใหญ่โตอย่างไม่น่าเชื่อ ผ่านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งหมด ไล่ตั่งแต่ไฟหน้า LED ท่อไอเสียรวมออก 3 ทางที่สุดแห่งนวัตกรรม สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ชุดติดตั้งเบาะหนังคู่และเดี่ยวที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ที่สำคัญตัวรถยังทำให้ขึ้นจากเส้นใบคาร์บอน จึงช่วยให้น้ำหนักของเจ้ายักษ์คันนี้ ลดลงไปได้อีกมาก เมื่อเทียบกับขนาดรูปร่างที่ใหญ่โต สำหรับ ALL NEWTRIUMPH ROCKET 3 TFC คันนี้ มีน้ำหนักเบายิ่งกว่ารุ่นก่อนกว่า 40 กิโลกรัม ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เฉพาะตัว โดยพาะเบรก BremboStylemaMonobloc ปั๊มเบรก Brembo MCS และก้านเบรกแบบปรับระดับได้ รวมไปถึงระบบกันการสั่นสะเทือนของ Showa ที่สามารถปรับได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากถูกผลิตขึ้นมาเพียง 750 คันทั่วโลก จึงทำให้ ไทรอัมพ์ Rocket TFC กลายมาเป็นของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ โดยรถแต่ละคันถูกประทับแผ่นตราสัญลักษณ์ TFC ลงไป และปุกรณ์ต่าง ๆ ที่ติดรถมาบางส่วนก็ถูกลงรายละเอียดให้เป็นสีทอง รวมถึงแผ่นตราหมายเลขรถที่อยู่บนแผงคอ ทำให้รถแต่ละคันมีความโดดเด่นสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งจะไม่ถูกผลิตขึ้นอีกแล้ว ผู้ที่เป็นเจ้าของ Rocket TFC ทุกคนจะได้รับชุดอุปกรณ์ TFC สุดพิเศษ ซึ่งเป็นของเฉพาะตัวของรถแต่ละคัน โดยมีหนังสือที่ระบุหมายเอาไว้ พร้อมด้วยลายเซ็นที่ลงนามโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทรอัมพ์ อย่าง Nick Bloor รวมถึงกระเป๋าหนังแบรนด์ TFC และผ้าคลุมรถ Rocket 3 TFC ที่แสนสวยงาม.…
Read More
วิธีดูแลแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น

วิธีดูแลแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์
วิธีดูแลแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น             แบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า (Traction Battery) คือวัสดุสิ้นเปลืองประเภทหนึ่งที่มีอายุการใช้งานอย่างจำกัด ซึ่งอายุการใช้งานสามารถยาวนานได้แค่ไหนนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับคุณภาพของแบตเตอรี่และขั้นตอนการบำรุงรักษาที่ถูกวิธีเป็นหลัก สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานโดยตรงของแบตเตอรี่ คือ รูปแบบการบำรุงรักษา ความถี่ของการใช้งาน และจำนวนแบตเตอรี่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ต่อรถหนึ่งคัน รวมถึงความถี่ในการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ วิธีปฏิบัติที่ผิดหลัก ในขณะปฏิบัติงานและบำรุงรักษาแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า 1.เติมน้ำกลั่นจน “มาก” หรือ “น้อย” กว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด – รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าเกือบทุกรุ่น ต้องมีการขีดค่าระดับน้ำกลั่นที่ถูกต้องและเหมาะสมเอาไว้อยู่แล้ว ไม่ควรเติมมาก-น้อยจนเกินไป หรือเติมบ่อย ๆ เนื่องจากเซลล์แบตเตอรี่จำเป็นต้องทำงานในสภาพความเข้มขนของกรดที่มีความเหมาะสมเท่านั้น หากเติมน้ำกลั่นมาก หรือน้อยเกินไป ก็ส่งผลให้ค่าความเข้มข้ยลดต่ำและเพิ่มสูงขึ้นได้ จนทำประสิทธิภาพแบตเตอรี่ด้อยลง 2.ใช้งานจนพลังงานแบตเตอรี่ต่ำกว่าที่กำหนด – ถ้าไม่อยากให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าที่กำหนดเอาไว้ ก็ห้ามปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนเครื่องดับ ต้องชาร์จทันทีเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย โดยปกติได้กำหนดไว้ว่าห้ามเหลือต่ำกว่า 20% ควรสังเกตุระดับพลังงานแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าระดับพลังงานลดลงถึงกำหนดเมื่อไหร่ ต้องรีบชาร์จทันที หากฝืนใช้อย่างต่อเนื่องก็ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพไวกว่าเดิมได้ 3.ไม่ตรวจวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแบตเตอรี่ – ห้ามละเลยขั้นตอนนี้เป็นอันขาด เพราะแบตเตอรี่ต้องทำงานในสภาพค่าความเข้มข้นของกรดที่เหมาะสม นั่นหมายถึงค่าความถ่วงจำเพาะ หากค่านี้ลดลง หรือเพิ่มสูงขึ้นเกินค่ามาตรฐาน นอกจากส่งผลเสียต่อศักยภาพของแบตเตอรี่แล้ว ยังทำให้เกิดความเสื่อมในเซลล์แบตเตอรี่อีกด้วย 4.ชาร์จแบตฯเสร็จแล้ว นำรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าไปใช้งานทันที - ในขณะชาร์ตแบตเตอรี่ จะมีความร้อนเกิดขึ้นและเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับสูงสุด ซึ่งยังสภาพนั้นไปจนกว่าการชาร์จเสร็จสิ้นลง โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 8 – 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากนำไปใช้งานทันที กระบวนการจ่ายไฟที่เกิดขึ้นในเซลล์แบตเตอรี่ก็ทำให้เกิดพลังงานความร้อนขึ้นด้วยเช่นกัน 5.ก็บแบตเตอรี่ไว้นาน ไม่ได้ใช้ และขาดการดูแล – ขณะปฏิบัติงานจริงจำเป็นต้องมีแบตเตอรี่สำรองจำนวนมากเพียงพอ เทียบกับช่วงเวลาเร่งรีบที่สุด ดังนั้นก็มีโอกาสที่แบตเตอรี่บางส่วนถูกเก็บเอาไว้ และไม่ถูกนำมาใช้งานเป็นเวลานาน ซึ่งแบตเตอรี่กลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกับแบตฯของรถที่ถูกใช้งาน ไม่เช่นนั้นก็ยิ่งทำให้อายุของแบตลดน้อยลงกว่าเกิมได้ วิธีชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกต้องของรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า 1.ห้ามทำให้เกิดประกายไฟขณะในขณะชาร์จทุกกรณี เพราะแบตเตอรี่มีส่วนที่ติดไฟได้ง่ายรวมอยู่ด้วย 2.ชาร์จแบตเตอรี่ทันที่ ในขณะที่ไฟคงเหลือถึงขีดที่กำหนด ห้ามฝืนใช้เกินกำหนด 3.ก่อนดำเนินการการชาร์จไฟเพิ่ม ต้องตรวจวัดให้แน่ใจก่อนว่าค่าน้ำกรดนั้น มีไม่ต่ำกว่า 1.14 4.คอยดูแลเรื่องของอุณหภูมิแบตเตอรี่ขณะทำการชาร์จด้วย โดยรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าต้องมีอุณหภูมิของแบตไม่เกินไปกว่า 50 องศาเซลเซียส. ขอขอบคุณผู้สนับสนุนบทความ http://www.ti-techin.com/
Read More
Porsche ยุติการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

Porsche ยุติการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์
Porsche ยุติการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม             Porsche คือหนึ่งในแบรนด์รถที่หลายคนไฝ่ฝัน เวลาอยากได้รถสปอร์ตขึ้นมาสักคัน แต่ทว่า รถแรง ๆ กัลป์เครื่องยนต์ดีเซลคงไม่ใช่คำถูกที่ถูกต้อง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Porsche ได้ทำการยุติสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเป็นทางการ ในสายตาของ Porsche มองว่า ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซล ที่อาจสู้เครื่องยนต์เบนซินไม่ได้ แต่มีอีกเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตสัญชาติเยอรมันรายนี้ตัดสินใจยุติการผลิต และจัดจำหน่ายรถเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเป็นทางการ ก็คือเรื่อง “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ที่ ณ ตอนนี้ มีหลายประเทศเริ่มออกนโยบายลดมลพิษจากการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น ทุ่มงบประมาณเพื่อมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว “นับตั่งแต่ที่ Porsche ทำตลาดมา รถเครื่องยนต์ดีเซลก็ถูกลดความสำคัญมาเป็นอันดับที่ 2 รองลงมาจากรถเครื่องยนต์เบนซิน แต่ทว่า เมื่อมีกระแสของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าหรือไม่ ที่ทาง Porsche จะยุติการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องยนต์เบนซิน แล้วหันไปผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Porsche กล่าว ถึงแม้จะยุติการผลิตลงไป แต่ผู้ใช้งานรถเครื่องยนต์ดีเซลสามารถใช้งานต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องยนต์ดีเซลจะไม่มีการผลิตออกมาอีกแล้ว แต่ทาง Porsche ก็ยังยืนยันว่า ผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลของบริษัทก็สามารถเข้ารับบริการหลังการขายได้เหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ทาง Porsche ก็ได้ทุ่มงบประมาณไปหลายพันล้านยูโร เพื่อการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทที่มีความจริงจังมากขึ้น Porsche เคยมีคดีอื้อฉาวมาก่อน นอกจากนี้แล้ว Volkswagen บริษัทแม่ของ Porsche ก็เคยตกเป็นข่าวดัง หลังจากถูกจับได้ว่าโกงค่าไอเสียมาตั้งแต่ปี 2540-2558 จึงถูกปรับเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านยูโร (หรือประมาณ 38,000 ล้านบาท) ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซลย่ำแย่ลงไปทันที เรื่องยุติสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเป็นทางการของ Porsche ถือเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญต่อวงการรถยนต์อย่างมาก เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ถูกคิดค้นโดยเยอรมัน กำลังจะถูกค่ายรถยนต์จากเยอรมันหลากหลายแบรนด์ประกาศเลิกใช้ และไม่ใช่แค่แบรนด์รถยนต์ในเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดโลกด้วย และทาง Porsche คงจะมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในวันข้างหน้า
Read More
เครื่องยนต์คุณภาพยอดเยี่ยม ประจำปี 2018

เครื่องยนต์คุณภาพยอดเยี่ยม ประจำปี 2018

เครื่องยนต์
เครื่องยนต์คุณภาพยอดเยี่ยม ประจำปี 2018             International engine of the year เผยถึงผลประกาศเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2018 พบว่า Ferrari ยังคงเป็นแบรนด์เดียวที่คว้ารางวัลเครื่องยนต์คุณภาพยอดเยี่ยมมาได้หลายรางวัล ส่วนแบรนด์รักษ์โลกอย่าง Tesla ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดแห่งขุมพลังงานไฟฟ้า และเครื่องยนต์สีเขียวเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่รายชื่อเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2018 นี้ แบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นไม่สามารถเข้ามาติดอันดับได้เลย สำหรับงานในครั้งนี้ วัดผลตัดสินโดยใช้ตัวแทนสื่อมวลชนจากทั่วโลก ใน 32 ประเทศ ซึ่งมีวิธีการคัดเลือกในด้านสมรรถนะ ความประหยัด ความเรียบง่ายในการทำงาน เสียงรบกวน รวมถึงความพึงพอใจ รางวัลเครื่องยนต์แต่ละประเภทของ Ferrari - รางวัลประเภทเครื่องยนต์ 3,000-4,000 c.c​ / ​เครื่องยนต์ แบบสูบวี 8 ลูกสูบ 3,900 c.c. เทอร์โบคู่ ประเภทขนาดความจุเกิน 4,000 c.c.​ /เครื่องยนต์ แบบวี 12 สูบ 6,500 c.c. เครื่องยนต์ทั้งหมดนี้ให้การตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เต็มไปด้วยพลังมหาศาล  ให้เสียงคำรามที่เร้าใจ บวกกับขุมพลังของสูบวี 12 ลูกสูบ ที่ ให้เสียงและกำลังที่สอดคล้องกัน สำหรับเครื่องยนต์ชนิดนี้จะอยู่ในรถรุ่น Ferrari 488 GTB,  Ferrari 812 Superfast - รางประเภทเครื่องยนต์สมรรถนะยอดเยี่ยม​ ด้วยเครื่องยนต์แบบสูบวี 8 ลูกสูบ 3900 c.c. เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 670 แรงม้า ในรถรุ่น Ferrari 488 GTB, 488 Spider และ 488 Pista - รางวัลประเภทเครื่องยนต์ใหม่ยอดเยี่ยม ​ด้วยเครื่องยนต์แบบสูบวี 12 ลูกสูบ 6,500 c.c. ให้แรงม้าสูงสุดถึง 800 ตัว ที่ 8,500 รอบ/นาที และแรงบิดอันมหาศาล 718 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ในรถรุ่น Ferrari 812 Superfast - รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ด้วย​เครื่องยนต์ แบบสูบวี 8 ลูกสูบ 3,900 c.c. เทอร์โบคู่ ในรถรุ่น 488 GTB, 488 Spider…
Read More
เครื่องยนต์ 4 จังหวะทำงานอย่างไร

เครื่องยนต์ 4 จังหวะทำงานอย่างไร

เครื่องยนต์
               การทำงานของเครื่องยนต์แบ่งออกเป็น 4 จังหวะ คือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิด และจังหวะคาย โดยการทำงานทั้ง 4 จังหวะของลูกสูบเท่ากับการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 2 รอบ เครื่องยนต์ดีเซลมีหัวฉีดที่ทำหน้าที่ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงให้กระจายเป็นฝอยๆเข้าไปในกระบอกสูบ เพื่อผสมกับอากาศที่ถูกอัดภายในซึ่งมีความดันและอุณหภูมิสูงที่จะทำให้ระเบิดเองได้                 การทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะมีการทำงานด้วยกัน ดังนี้ จังหวะดูด เป็นจังหวะที่ลูกสูบจะเลื่อนลงจากบนลงล่าง ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนลง ลิ้นไอดีจะเปิด และลิ้นไอเสียจะปิด ทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงแล้วเกิดสุญญากาศในกระบอกดูดเอาอากาศเข้าไปในกระบอกเพียงอย่างเดียว จังหวะอัด เป็นจังหวะที่ลูกสูบเลื่อนขึ้นทำให้ลิ้นไอดีปิด แล้วเกิดการอัดอากาศภายในกระบอกสูบ ซึ่งอุณหภูมิจะสูงประมาณ 550 องศาเซลเซียส จังหวะระเบิด เป็นจังหวะที่ลูกสูบจะเลื่อนขึ้นไปเกือบบนสุด ซึ่งหัวเทียนจะทำให้เกิดการจุดประกายไฟและเกิดดารระเบิดในห้องลูกสูบ และลูกสูบก็จะเลื่อนลง จังหวะคาย เป็นจังหวะที่เกิดหลังจากระเบิดและลูกสูบได้เลื่อนลงมา จากนั้นลูกสูบก็จะเลื่อนขึ้นในขณะที่ลิ้นไอเสียเปิดขึ้น ลูกสูบจะดันไอเสียออก สำหรับการดูแลรักษาเครื่องยนต์เบื้องต้น                 การดูแลเพื่อตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถยนต์จะต้องทราบขั้นตอนพื้นฐานในการตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยวิธีการตรวบสอบแบบวิธีง่ายๆ มีรายละเอียดดังนี้ ตรวจสอบระบบของเหลวของรถยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ นำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำสำหรับฉีดกระจก น้ำกลั่นแบตเตอรี่ สามารถตรวจสอบได้บ่อยครั้ง น้ำมันเครื่อง จะต้องตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง โดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เมื่อมีการขับรถยนต์เป็นเวลา 15 นาที เพื่อเป็นการอุ่นน้ำมันเกียร์ เนื่องจากน้ำมันเกียร์จะขยายตัวเมื่อร้อน ดังนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์หลังจากที่ได้อุ่นให้ร้อนแล้ว เนื่องจากระบบของเกียร์อัตโนมัติจะทำให้น้ำมันเกียร์มีการเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง น้ำมันเบรก เป็นการตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรกซึ่งควรจะอยู่ระหว่าง MAX และ MIN แต่จะต้องคอยเติมให้อยู่ในระดับ MAX จะดีที่สุด น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ควรจะตรวจน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์เดือนละครั้ง โดยระดับน้ำมันควรอยู่ไม่เกินขีดระดับสูงสุด และระดับต่ำสุด ถ้าหากระดับน้ำมันอยู่ต่ำกว่าขีดสุด ให้เติมน้ำมันจนระดับอยู่ที่ขีดสูงสุด น้ำฉีดกระจก หากต้องการเติมน้ำสำหรับฉีดกระจกจะต้องเติมในถังสีขาวให้เต็ม น้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจสอบระดับน้ำกลั่น ก่อนชาร์จทุกครั้งว่าแห้งหรือไม่ ดดยสามารถดูได้จากลูกลอยระดับลูกลอยที่ลอยขึ้นมา
Read More